เมนูหลัก
· หน้าแรก
· กระดานข่าว
· ดาวน์โหลด
· ติดต่อเรา
· เนื้อหาสาระ
· เผยแพร่เรื่อง
· ยอดฮิตติดอันดับ
· เรื่องทั้งหมด
· เรื่องทั้งหมดสำหรับพิมพ์
· หัวข้อเรื่อง
ค้นหา


เลือกภาษา
เลือกรูปแบบภาษา:

เรื่องน่าอ่าน

บุคคล
[ บุคคล ]

·นายเสริม เทพสุวรรณ
·พระธรรมทูต
·กำนันหวาน เอียดศรีไชย
·นายเชื่อง สุวรรณสนิท
·นายเชื้อ คงทอง
·นายเจือ เพชรสุข
·นายเจ๊ะสัน เอียดทอง
·นางจวบ แก้วศรีเพ็ชร
·นางสายใจ แก้วศรีเพ็ชร
User Info
สวัสดี, พี่น้องชาวน้ำขาว
ชื่อเรียก
รหัสผ่าน
(สมัครสมาชิก)
ข้อมูลสมาชิก:
สมาชิกคนล่าสุด: JackDpw11
สมาชิกใหม่วันนี้: 0
สมาชิกใหม่เมื่อวาน: 0
สมาชิกทั้งหมด: 23036

ผู้ที่กำลังใช้งานขณะนี้:
บุคคลทั่วไป: 22
สมาชิก: 0
ทั้งหมด: 22
เรื่องน่าอ่าน ภาพน่าดู
· เมษาหน้าร้อน
· ประวัติวัดน้ำขาวใน
· มองคนจะนะ
· คำขวัญอำเภอจะนะ
· 40 ปี: ที่จะนะเปลี่ยนไป
· เขรถถีบย้อนรอยประวัติศาสตร์
แนะนำเว๊บ









นั่งสาดเตย กินลูกหว้า อาบน้ำคลอง ฉีกท้องข้าว
ประวัติวัดน้ำขาวใน
เรียบเรียงโดย: พระครูพรหมวุฒาจารย์



หน้า: 1/2

วัดน้ำขาวใน เป็นวัดสมัยโบราณ ตั้งอยู่ในย่านชุมชนที่ไม่สู้จะหนาแน่นนัก คือตั้งอยู่ทางทิศเหนือของลำน้ำสายคลองคู ในหมู่ที่ 6 ตำบลน้ำขาว อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา แต่น่าเสียดายที่ทราบไม่ได้ว่า วัดนี้ใครเป็นผู้ริเริ่มสร้างมาก่อน และสร้างแต่เมือใด พ.ศ.ไหน ? ไม่มีบุคคลใดเล่ากันได้




เพียงแต่สันนิษฐานกันว่า สร้างขึ้นในราว ๆ พ.ศ.2357 คือสมัยรัชการที่ 2 อห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งคิดเวลาที่ล่วงแล้วได้ 148 ปี มีเจ้าอาวาสที่ล่วงลับไปแล้วราว 7 รูป และ 8 รูป คือทั้งรูปปัจจุบัน สมัยก่อน ๆ หาความเจริญเรียบร้อยมิค่อยได้เพราะเป็นวัดป่าวัดดง ย่อมขาดแคลนหลายสิ่งหลายประการ เป็นต้นว่า ทางคมนาคมไม่สดวก ประชาชนก็มีน้อย การจัดสร้างเสนาสนะก็จัดทำกันแบบชั่วคราว หลังคาก็มุงด้วยจากสิเหรงเพียง 3 - 4 ปี ก็ทรุดโทรมไป นี่เป็นสมันของเจ้าอาวาสรูปที่ 1 - 3 ซึ่งทราบชื่อมิได้ แต่เขาก็ได้ช่วยกันบำรุงรักษามาตามยุคตามสมัย ตามกำลังศรัทธาของประชาชนในสมัยนั้น ๆ ให้เจริญขึ้นคราวละเล็กคราวละน้อยเรื่อย ๆ มาเป็นลำดับ

ครั้นมาถึงสมัยเจ้าอาวาสองค์ที่ 4 คือ ท่านอาจารย์แก้ว ได้จัดสร้างโรงอุโบสถหลังแรกขึ้น ยาว 12 เมตร กว้าง 9 เมตร หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา นี่นับเป็นครั้งแรกที่กระเบื้องดินเผาได้ได้โฉมหน้าเข้าในวัดนี้ ราวปี พ.ศ.2431 ท่านองค์นี้มีความสำคัญมาก คือ ท่านได้ขยายเขตวัดมาทางทิศเหนือ เพราะเห็นว่าบริเวณที่เดิมเป็นที่ไม่เหมาะสม เพราะอยู่ชิดติดกับคลอง น้ำมักท่วมและกระแสน้ำเซาะตลิ่ง ทำให้สื่งก่อสร้างเกิดเสียหายแล้วท่านจัดวางแผนผังของวัดเสียใหม่ โดยขุดคูรอบ ๆ บริเวณ ปรากฏว่าท่านองค์นี้ได้เป็นกำลังสำคัญในการก่อสร้างเจดีย์ภูเขาธง โดยร่วมมือกับท่านอุปัชฌาย์พุธ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดน้ำขาวนอก และในสมัยเจ้าอาวาสองค์นี้เองราวปี พ.ศ.2432 ท่านได้แปลงจากคณะมหานิกายมาเป็นคณะธรรมยุตกนิกายตั้งแต่นั้นมา ต่อมาราว พ.ศ.2436 ท่านก็ถึงแก่มรณะภาพด้วยโรคชรา ส่วนอัฐิของท่านได้ใส่ขวดแก้ว นำไปฝังไว้ที่โคนต้นไทรใหญ่ แล้วเอาไม้ทำเป็นรรูปดอกบัวปักไว้ตรงนั้น นิยมกันว่าศักดิ์สิทธิ์นัก เดี๋ยวนี้ชาวบ้านใช้เรียกชื่อที่ตรงนั้นว่า “พ่อท่านหัวสะพาน”

ครั้นต่อมาเจ้าอาวาสองค์ที่ 5 มีนามว่าอาจารย์จันทร์ ท่านองค์นี้มีความขยันขันแข็งมาก ท่านได้จัดสร้างขึ้นหลายอย่าง คือ
1. ศาลาโรงธรรม 1 หลัง ยาว 12 เมตร กว้าง 8 เมตร
2. กุฏิสองขั้น 1 หลัง ยาว 13 เมตร กว้าง 10 เมตร
3. โรงฉัน 1 หลัง ยาว 12 เมตร กว้าง 8 เมตร
ทั้ง 3 หลัง ดังกล่าวมานี้ ล้วนแล้วแต่หลังคามุงด้วยจากสิเหรงทั้งสิ้น
  • เดิมท่านองค์นี้เป็นพระในคณะมหานิกาย ได้ไปศึกษาเล่าเรียนที่วัดสระเกษ ( สงขลา ) แล้วท่านได้แปลงจากคณะมหานิกาย มาเป็นพระในคณะธรรมยุตกนิกาย แล้วกลับมาอยู่ที่วัดน้ำขาวใน เมื่อท่านอาจารย์แก้วมรณะภาพ ท่านก็ได้เป็นเจ้าอาวาสสืบมา ท่านสมภารองค์นี้ปกครองวัดอยู่ประมาณ 15 ปี ก็ถึงแก่มรณะภาพล่วงไป ราว พ.ศ.2451

    ครั้นถึงสมัยท่านเจ้าอาวาสองค์ที่ 6 มีนามว่าท่านอาจารย์อ่ำ ท่านองค์นี้มีผู้คนนิยมนับถือมาก ท่านเป็นผู้ที่มีระเบียบเรียบร้อยตามสมณวิสัยเพศ ในด้านกิจกรรมเกี่ยวกับการบูรณะวัด
  • ท่านก็ได้จัดการสร้างกุฏิขึ้น 1 หลัง ยาว 9 เมตร กว้าง 6 เมตร หลังคามุงด้วยจากสิเหรง
  • ลำดับต่อมาท่านก็ได้จัดการรื้อโรงอุโบสถหลังเก่า แล้วสร้างใหม่ขึ้นแทน โรงอุโบสถที่ท่านสร้างขึ้นใหม่นี้ มีความถาวรมั่นคงกว่าของเก่ามาก ซึ่งยังมีเห็นประจักษ์ปรากฎอยู่ทุกวันนี้ ( พ.ศ.2505 ) แต่บัดนี้มิได้ใช้ทำสังฆกิจเพราะทรุดโทรมมาก
    ท่านเจ้าอาวาสองค์นี้ปกครองวัดอยู่ 8 ปี ก็ถึงแก่มรณะภาพ ราว พ.ศ.2459

    ต่อมาถึงสมัยเจ้าอาวาสองค์ที่ 7 คือท่านอาจารย์แก้ว
  • ท่านได้สร้างกุฏิขึ้น 1 หลัง ยาว 9 เมตร กว้าง 6 เมตร หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา
    ท่านองค์นี้ปกครองวัดอยู่ 9 ปี สิ้นอายุเจ้าอาวาส ราว พ.ศ.2469 ภายหลังได้ลาสิกขาบท ตายจากการครองเพศบรรพชิตได้เกิดเป็นเพศฆราวาสวิสัย




    หน้าถัดไป (2/2) หน้าถัดไป



  • Access Denied